บนถนนสายหนึ่ง
ในเมืองที่มักจะมีหิมะตกอยู่เสมอ
ยังมีร้านอยู่ร้านหนึ่ง...
เป็นร้านที่เก่าซอมซ่อพอดู
ตั้งอยู่บนมุมเล็กๆที่ไม่ค่อยจะมีใครสนใจมุมหนึ่งของถนน
ร้านที่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆมักจะชี้ และรบเร้าให้พ่อแม่ของเธอเข้าไปเสมอ
ร้านนั้น....
คือร้านของช่างทำตุ๊กตา
ในวันหนึ่งที่เกล็ดหิมะยังคงโปรยปรายดังเช่นเคย
ช่างทำตุ๊กตานำตุ๊กตาตัวใหม่ของเขาไปวางที่ตู้โชว์หน้าร้าน
ตุ๊กตาของเขาคงสวยพอดู....เพราะมันเรียกผู้คนที่ผ่านไปมาให้หยุดดูได้อยู่จำนวนหนึ่ง....
ผู้คนกลุ่มใหญ่....ในวันที่หนาวเหน็บ....
ยืนอยู่อีกฟากหนึ่งของตู้โชว์.....
ลมหายใจอุ่นๆรดลงบนแผ่นกระจกใสเกิดเป็นรอยฝ้าจางๆ
อีกฟากหนึ่งของกระจกที่เย็นชืด....
ตุ๊กตาที่ไร้ซึ่งลมหายใจถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ
ลูกแก้วพลาสติกสีสวยที่ถูกยัดลงแทนดวงตาเหม่อมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย
รอยยิ้มที่ถูกวาดติดยังคงผลิยิ้มออกมาอย่างไร้เหตุผล
ไม่มีใครรู้ว่าตุ๊กตาคิดอย่างไร
ถ้าพูดได้....
มันอาจอยากเป็นฝ่ายที่ยืนอยู่อีกฟากหนึ่งของกระจกนั่น
ถ้าพูดได้....
มันอาจอยากออกไปยืนท่ามกลางความเหน็บหนาวนั้น....เฝ้ามองลมหายใจที่ค่อยๆบิดตัวกลายเป็นไอหมอกในบรรยากาศ
ถ้าพูดได้....
บางที....
มันอาจจะอยากมีลมหายใจ
เสียงผู้คนข้างนอกพร่ำพูดถึงผิวเรียบเนียนน่าสัมผัสของตุ๊กตาตัวสวย
...หรือเส้นผมละเอียดสีอ่อนที่ถูกจัดทรงไว้อย่างสวยงาม
มีเพียงเจ้าตุ๊กตาที่รู้
ว่าถ้าหากสัมผัสผิวที่เรียบสวยนี้แล้ว
สิ่งที่ตอบกลับบนปลายนิ้วคงเป็นเพียงความเย็นชืดจากกระเบื้องเคลือบแต้มสีนี้
มีเพียงเจ้าตุ๊กตาที่รู้
ว่าแท้จริงแล้ว....เส้นผมที่ดูละเอียดอ่อนนี้เคยเป็นใยสังเคราะห์หยาบกระด้างที่ถูกย้อมสีเคมีมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง....
และมีเพียงเจ้าตุ๊กตาที่รู้....
ว่าภายใต้รอยยิ้มน่าขันนี้.....
มีความปรารถนาอย่างหนึ่งที่อัดแน่นอยู่
ความปรารถนาที่จะมีชีวิต
ผู้คนที่รอบล้อมอยู่นอกกระจกบางตาลงแล้ว
พวกเขาจากตุ๊กตาตัวสวย
ตุ๊กตาที่ไร้ลมหายใจ
ไปหาสิ่งที่มีอารมณ์
มีความรู้สึก
ไปหาสิ่งที่มีชีวิตชีวามากกว่านี้
ช่างทำตุ๊กตาเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เงียบๆ
ทั้งความคิด...และความปรารถนาของตุ๊กตานั้น...แน่นอน...ว่าคนที่เป็นผู้สร้างย่อมรับรู้ได้
ไม่ใช่ว่าเขาไม่ต้องการ
ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากทำให้ความฝันของเจ้าตุ๊กตาเป็นจริง
แต่เพราะเขาทำไม่ได้ต่างหาก....
เขาใส่ความสวยงามลงบนใบหน้าของตุ๊กตา
เขาใส่ความเรียบลื่นลงบนผิวกระเบื้องเคลือบของตุ๊กตา
เขาใส่ความอ่อนหวานลงบนชุดสีสวยของตุ๊กตา
เขาใส่ทุกอย่างเท่าที่จะใส่ได้
แต่ก็เป็นเพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้น
เพราะไม่ว่าอย่างไร
เขาก็ไม่สามารถใส่ “ลมหายใจ” ลงไปในตัวคุ๊กตาได้
สุดท้ายแล้ว
ตุ๊กตาก็ยังคงเป็นได้แค่ตุ๊กตา
ไร้อารมณ์....ไร้ความรู้สึก...
เป็นเพียงสาวน้อยไร้วิญญาณที่ถูกจับแต่งตัวสวยเท่านั้น
ช่างทำตุ๊กตาหัวเราะปลงๆ
สุดท้ายเขาก็เป็นได้แค่นี้ล่ะ....
เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้เก่าซอมซ่อ ตรงไปยังที่ตั้งของตุ๊กตาตัวสวยนั้น
ไม่มีBlue fairy
ไม่มีไม้กายสิทธิ์ที่โบกขึ้นสามครั้ง แล้วจะทำให้เธอมีชีวิตหรอกนะ...สาวน้อยของฉัน
มีเพียงฉัน....เจ้าช่างทำตุ๊กตาโง่ๆคนนี้ล่ะ.....
ฉันจะทำให้เธอมีชีวิตขึ้นมาเอง
หยดเลือดสีสดรินระเรื่อยผ่านบนแก้มเนียนของตุ๊กตา....
ช่างทำตุ๊กตาเอนหลังพิงกับผนังอย่างอ่อนเพลีย ของเหลวสีแดงยังคงไหลหยดลงบนร่างเปราะบาง
...ตื่นขึ้นมาสิ....แม่สาวน้อย...
ช่างทำตุ๊กตายกแขนขึ้นเหนือร่างนั้น บาดแผลที่เปิดอ้าเผยให้เห็นเส้นเลือดฉีกขาดที่ยังเต้นตุบๆ
หยดแต้มสีแดงถูกดูดซึมด้วยผ้าเนื้อดีจากชุดของตุ๊กตา ลูกไม้สีเข้มที่ขลิบระบายถูกย้อมเป็นสีแดง
ตื่นขึ้นมาสิ....แม่พิน็อคคิโอคนสวย....
นี่ไม่ใช่หรือ...?
.....สิ่งที่เธอต้องการ....
ชีวิต....
ลมหายใจ...
....เลือดเนื้อ....
ฉันกำลังให้เธออยู่นี่ไง.....
เพราะฉะนั้น........
ลืมตาขึ้นมารับลมหายใจของเธอซะสิ
ลมหายใจของช่างทำตุ๊กตาขาดห้วง...
สีของเลือดที่เคยดูสดกลับค่อยๆคล้ำลง
สติที่เคยมีอยู่ ค่อยๆถูกมือที่มองไม่เห็นดึงให้ห่างออกไปช้าๆ
ช่างทำตุ๊กตา....
กำลังยิ้ม...
ในความคิดของเขา
ลมหายใจที่เขาละทิ้ง.... กำลังถูกถ่ายทอดลงยังร่างของตุ๊กตาในอ้อมแขน
มือหยาบกร้านเอื้อมออกไปปัดเส้นผมที่ปรกลงบนใบหน้าของตุ๊กตาอย่างแผ่วเบา ก่อนจะโน้มตัวลงจุมพิตอย่างทะนุถนอม.
แล้วเจอกันนะ....
ยามที่เธอลืมตาขึ้น...
แล้วเติบโตเป็นสาวสวย....
เป็นคนที่ผู้คนต่างเฝ้ามองอย่างชื่นชม....
เป็นคนที่ผู้คนปรารถนา....
ถึงตอนนั้น....
เธอคงเป็น...
สาวที่สวยที่สุดในเมืองแน่ๆเลย.....
ในห้วงคำนึงสุดท้ายของช่างทำตุ๊กตา
ไม่ว่ามันจะเป็นความฝัน.....หรือความจริง....
สิ่งสุดท้ายที่ช่างทำตุ๊กตาเห็น
คือสีระเรื่อบนแก้มของร่างในอ้อมแขน
สัมผัสอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างบอบบาง
ดวงตากลมโตคู่สวยที่ค่อยๆหรี่ปรือขึ้นมอง
และรอยยิ้มอ่อนโยน ทว่าแสนเศร้า....
และถ้ามัจจุราชจะปราณี ต่อเวลาให้ช่างทำตุ๊กตาอีกนิด
เขาคงจะได้ยิน....
เสียงที่อ่อนหวานที่สุด เท่าที่เขาเคยได้ยินมา...กระซิบแผ่วเบาที่ข้างหู
“... ขอบคุณค่ะ...”
“ช่างทำตุ๊กตาตายแล้ว!!!” “แกตายได้สี่ห้าวันแล้วล่ะ...."
"ตอนตำรวจไปพบศพเข้า..." “ที่ร้านตรงมุมถนนโน้นไง”
“เพราะเพื่อนบ้านไปแจ้งเข้านั่นล่ะ...ไม่งั้นก็ไม่มีใครรู้หรอก...”
“ช่างทำตุ๊กตาตายแล้ว....”
“ช่างทำตุ๊กตาตายแล้ว....”
“ช่างทำตุ๊กตาตายแล้ว....”
ตำรวจได้รับแจ้งในสี่ห้าวันต่อมา
จากเพื่อนบ้านที่ร้องเรียนเรื่องกลิ่นเหม็นเน่าที่น่ารำคาญ
เมื่อไปถึง
ตำรวจพบศพของช่างทำตุ๊กตาในห้องน้ำ
ในมือกำมีดแกะสลักเล่มเล็กเอาไว้แน่น....
แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ....
ยังมีอีกศพหนึ่งที่นอนอยู่เคียงข้างไม่ห่างออกไป....
ศพของเด็กสาวหน้าตางดงามราวกับตุ๊กตา.....
งานศพของช่างทำตุ๊กตาดำเนินไปอย่างราบเรียบในบ่ายวันหนึ่ง
ไม่มีคนร้องไห้
ไม่มีใครคร่ำครวญ
การจากไปของช่างทำตุ๊กตาเป็นเหมือนเพียงสิ่งหนึ่งที่“ผ่านไป”
เหมือนกับนกที่บินออกจากรัง
เหมือนกับหิมะที่หยุดตก
ผู้คนหันหลังกลับไปทำกิจวัตรดั่งเช่นไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
อีกที่หนึ่งไม่ไกลออกไป
งานศพอีกงานกำลังเริ่มขึ้น
งานศพของเด็กสาวนิรนาม
ผู้คนมากมายมาร่วมงานศพนั้น
บ้างเพื่อมาดูว่าเป็นญาติของตนที่สูญหายไป
บ้างเพื่อมาดูว่าเป็นคนรักของตนที่ไม่ได้พบกันร่วมสิบปี
เสียงร่ำไห้ดังขึ้นแผ่วเบาจากครอบครัวที่คิดว่าใช่
ก่อนที่ความโศกเศร้าจะแผ่ขจายไปทั่วบริเวณ....
ร่างบอบบางที่อยู่ในโลงไม้ดูราวกับว่าหลับไปเท่านั้น
ผิวขาวราวกับน้ำนม
แต่ก็ยังมีสีระเรื่อฝาดริมฝีปากอิ่มสีอ่อนที่ดูราวกับว่ากำลังอมยิ้มอยู่น้อยๆ
เสียงใครบางคนกล่าวขึ้นลอยๆในความเงียบ
“หากเธอยังมีชีวิตอยู่ล่ะก็....
เธอคงเป็นสาวที่สวยที่สุดในเมืองนี่แน่เลย....”
edit @ 27 Mar 2008 23:01:14 by yukiran